วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

10ข้อคิด: อยู่อย่างไรให้มีความสุขในต่างแดนในฐานะภรรยาฝรั่ง(เศส)


ภาพแห่งการเริ่มต้นการใช้คำนำหน้าชื่อว่าว่า "มาดาม"

ดิฉันห่างหายไปนานกับการเขียนบล็อกเนื่องจากสนุกเพลิดเพลินและเรียนรู้ไปกับการทำงานเป็นเชพปรุงอาหารไทยในร้านอาหารเอเซีย(ร้านเล็กๆ)ในเมืองทางภาคใต้ที่อาศัยอยู่ แต่ช่วงนี้ได้พยายามหาเวลาเพื่อเขียนบล็อกอีกครั้งและเขียนในประเด็น"10 ข้อคิด : อยู่อย่างไรให้มีความสุขในต่างแดนในฐานะภรรยาฝรั่ง(เศส)" เนื่องจากเห็นว่ามีการเขียนกันมากเกี่ยวกับเมียฝรั่งในทัศนคติเชิงลบและกล่าวให้เห็นถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่กำลังจะแต่งงานกับฝรั่ง ซึ่งบางประเด็นดิฉันเห็นว่าการมาอยู่ต่างประเทศในฐานะเมียฝรั่งมันไม่ได้ลำบากหรือถูกลดคุณค่า-ศักดิ์ศรีของตนเองแต่อย่างใดหากผู้นั้นมีวิธีคิด,วิธีปฏิบัติตน,การเรียนรู้และการปรับตัวที่เหมาะสม ซึ่งดิฉันนับเป็นภรรยาฝรั่ง(เศส) และได้ย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศสจึงอยากที่จะเขียนถึงแง่คิดมุมมองและการปฎิบัติตนต่างๆเพื่อเป็นแนวทางสำหรับสาวไทยผู้ที่มีคนรักเป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสและคิดที่จะแต่งงานและวางแผนมาอยู่ฝรั่งเศสด้วยกัน และได้อยู่ในฐานะมาดามได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี ซึ่งมีแนวทางในการคิดและปฎิบัติตนต่างๆ เริ่มตั้งแต่ทัศนคติ-ความคิดเห็นที่มีต่อการเลือกคู่เป็นคนต่างชาติไปจนถึงการใช้ชีวิตในต่างแดนดังข้อคิด10 ประการนี้ค่ะ

1.ความคิดที่จะแต่งงานกับคนรักต่างชาติ แต่งเพื่ออะไร? : หากคุณคิดว่าคุณจะแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อความร่ำรวยเงินทอง เพื่อสร้างบ้านหลังใหญ่โตให้พ่อ-แม่หรือเพื่อให้สามีต่างชาติของคุณมารับภาระลูกๆที่เกิดกับสามีคนเก่า ถ้าคุณคิดเช่นนี้ก็ยากที่จะมีความสุขในชีวิตแต่งงานไม่ว่ากับชายไทยหรือชายต่างชาติ  ซึ่งบางคนหลังแต่งงานไม่มีความสุขเพราะสามีไม่มีรายได้มากอย่างที่เคยคาดหวังไว้และไม่ว่าผู้ชายชาติไทยหรือชาติไหนๆคงไม่อยากแต่งงานกับผู้หญิงที่หวังเพียงเงินทองจากตนเอง เพราะชีวิตคู่คือการใช้ชีวิตร่วมกันของคน 2 คนที่มาจากความรักความเข้าใจ มีจุดมุ่งหมายในชีวิตร่วมกันและพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน  การกตัญญูต่อบุพการีด้วยการเลี้ยงดูบุพการีเป็นสิ่งที่ประเสริฐและการเลี้ยงดูบุตรนับว่าเป็นสิ่งดีที่พ่อ-แม่พึงกระทำต่อบุตรเช่นกัน ฉะนั้นควรเป็นการเริ่มต้นที่ตัวของเราเองที่ทำตามเป้าหมายในชีวิตคือการทำงาน(อาชีพสุจริตและสังคมยอมรับ)เพื่อเลี้ยงดูบุพการีและบุตรของตนเอง หากเราเริ่มต้นที่ตัวเราและสิ่งใดที่เป็นเป้าหมายในชีวิตของเรา สามีที่เราแต่งงานด้วยความรักความเข้าใจก็จะช่วยเหลือเราตามศักยภาพของเขาให้เราได้บรรลุตามเป้าหมายในชีวิตของเรา..หากเราคิดว่าการแต่งงานคือการสร้างความร่ำรวยให้กับชีวิตโดยเราไม่ต้องทำงานอะไรเลย เราอาจได้ความร่ำรวยหากได้สามีร่ำรวยแต่เราจะไม่ได้ความภูมิใจในตนเองและจะรู้สึกขาดคุณค่าในตัวเองเช่นกัน และในกรณีนี้ดิฉันเคยเจอหญิงไทยคนหนึ่งที่แฟนชาวฝรั่งเศสทำเรื่องให้เธอเข้ามาอยู่ฝรั่งเศสได้ 4-5ปีในฐานะคนรัก(ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) เมื่อพบเธอครั้งแรกเธอก็เล่าให้ฟังว่าคนรักดูแลเธอไม่ดี เหมือนกับต้องการให้เธอมาอยู่ด้วยเพื่อช่วยดูแลลูกสาวของฝ่ายชายและให้เงินเธอเดือนละ 300 ยูโร(ประมาณ 12,000บาท) เธอกล่าวว่า นับว่าไม่พอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวที่เมืองไทยที่มีทั้งพ่อ-แม่พี่น้องทุกคน(ไม่ได้ประกอบอาชีพ)และลูกน้อยของเธอได้ ดิฉันจึงถามจุดเริ่มต้นในการรู้จัก..เธอกล่าวว่ารู้จักกันที่พัทยารู้จักกันได้ 2 สัปดาห์ผู้ชายต้องกลับฝรั่งเศสและจึงทำเรื่องนำเธอมาอยู่ด้วย และถามว่าทำไมตามผู้ชายมาง่ายจังเธอตอบว่าคิดว่ามาเป็นเมียฝรั่งแล้วชีวิตคงดีขึ้นเพราะอย่างน้อยน่าจะมีโอกาสได้ทำงานในฝรั่งเศสซึ่งเงินเดือนอาจดีกว่าในไทยและตอนที่มานั้นลูกของเธอเพิ่งอายุได้ไม่กี่เดือนเอง จากกรณีนี้เห็นได้ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับชาวต่างชาติที่ไม่ได้เกิดจากความรักความเข้าใจ(แต่เพราะต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น)และเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพราะเวลาแค่ 2 สัปดาห์ไม่เพียงพอที่จะเข้าใจคนๆหนึ่งจนถึงขั้นที่ต้องฝากลูกที่ยังเล็กในเมืองไทยไว้กับญาติและมาใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน

2. ใช้หัวใจและสมองในการเลือกผู้ชาย(ฝรั่ง)ที่จะแต่งงานด้วย : หากเรามีความคิดว่าชีวิตคู่คือการใช้ชีวิตร่วมกันของคน 2 คนที่มาจากความรักความเข้าใจ มีจุดมุ่งหมายในชีวิตร่วมกันและพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน เมื่อมีฝรั่งเข้ามาขอความรักจากเราหรือขอเราแต่งงานเราก็จะไม่ผลีผลามรีบตอบรับหรือรีบตามผู้ชายมาอยู่ต่างประเทศโดยไม่ได้ถามหัวใจตัวเองว่ารักผู้ชายต่างชาติคนนี้ที่ตัวตนของเขาหรือไม่และไม่ใช้สมองในการพิจารณาว่าชายต่างชาติคนนี้รักเราจริงหรือไม่และเราจะสามารถใช้ชีวิตคู่กับเขาได้หรือไม่เช่นกัน ซึ่งผู้เขียนขอยกกรณีตัวอย่างของผู้เขียนเพื่อการอธิบายว่าใช้สมองในการเลือกอย่างไร

2.1 พิสูจน์ความจริงใจของคนรักต่างชาติว่ารักเราจริงหรือไม่ : สามีดิฉันเคยมาเที่ยวเมืองไทยหลายครั้งตั้งแต่ก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานกับภรรยาชาวฝรั่งเศสคนแรก(ภรรยาคนแรกเสียชีวิตก่อนรู้จักดิฉัน 3 ปี) ทำให้ได้รู้จักและมีความสนิทสนมกับเพื่อนดิฉัน(เป็นผู้ชายที่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของดิฉันตั้งแต่เด็กๆจนโต) ซึ่งเพื่อนและสามีรู้จักกันมานานร่วม 27 ปีและยังติดต่อกันเสมอแต่สามีเพิ่งจะมาเห็นดิฉันจากเฟซบุ๊คของเพื่อน เห็นรูปแล้วก็ตะลึงในความงาม..อิอิ..จึงเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้งและขอให้เพื่อนช่วยพามาพบดิฉันซึ่งสามีไม่สามารถพบดิฉันได้ง่ายๆเพราะเพื่อนอยู่ต่างจังหวัดแต่ดิฉันทำงานอยู่กทม. และช่วงที่รอเจอดิฉันที่ต่างจังหวัดนั้นนั้นก็มีผู้หญิงสวยๆหลายคนให้ความสนใจสามีแต่สามีก็ไม่ได้สนใจหญิงใดเพราะมีมุ่งมั่นที่จะเจอแต่ดิฉันเมื่อรู้จักกันแล้วดิฉันก็กลับมากทม.ไปทำงานตามปกติ สามีได้ตามมากทม.และพักที่โรงแรมใกล้ๆที่ดิฉันพักอยู่ ดิฉันทำงานเวลา 12.30-20.30น. ช่วงสายๆสามีก็จะรับไปทานข้าวกลางวันและเดินไปส่งที่ทำงานทุกวันหลังจากนั้นคุณเธอก็ไปเที่ยวคนเดียวในกทม.พอเวลา 20.30 น.ก็จะมารับที่ทำงานพร้อมดอกไม้หรือของขวัญแล้วพาไปทานอาหารเย็น สามีทำเช่นนี้ทุกวันหลังจากที่รู้จักเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนที่อยู่ในเมืองไทยโดยไม่บ่นสักคำว่าเบื่อหากแต่แสดงความรู้สึกยินดีและมีความสุขทุกครั้งที่มารับ-ส่งดิฉันจากที่ทำงาน ถ้าเป็นชายไทยอาจจะธรรมดาแต่เป็นฝรั่งต้องใช้ความพยายามเพราะไม่ใช่บ้านเขา และสามีไม่รู้จักกทม.ดีนัก(แต่หลังจากนั้นสามีรู้จักทางในกทม.มากกว่าดิฉันอีก..อิอิ) และไม่ได้ชอบการท่องเที่ยวในกทม.เพราะสามีชอบทะเลและสถานที่เที่ยวที่เป็นธรรมชาติเวลามาเที่ยวไทยสามีชอบไปเกาะสมุย แต่สามีต้องใช้เวลาวันละ 8 ชม.ช่วงกลางวันทุกวันเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนในการเที่ยวในกทม.ตามลำพัง(ทั้งที่ตนเองชอบเที่ยวทะเล) เพื่อเป็นการรอเวลามาพบดิฉันในเวลา 20.30น.  นับว่าได้ใจไปเยอะเลยค่ะ พอหลังจากกลับไปฝรั่งเศสก็คุยกันทาง Skype ทุกวันจนครบ 4 เดือนก็เดินทางมาเมืองไทยอีกและเดินทางไป-มารหว่างฝรั่งเศสและเมืองไทยเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งช่วงที่มาเยี่ยมดิฉันที่เมืองไทยก็ไปไหนมาไหนกันแบบแพ็คคู่ตลอด และช่วงที่กลับไปฝรั่งเศสก็คุยSkypeวันละนิดหน่อยเกือบทุกวัน ซึ่งการคุยเกือบทุกวันโดยเปิดกล้องด้วยจะช่วยเช็คได้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีใครแอบซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าวันไหนฝ่ายไหนมีเพื่อนมาเยี่ยมที่บ้านเพื่อนก็จะโผล่หน้ามาทักทายในกล้องด้วยก่อนจะยุติการสนทนาในวันนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเพื่อนมาบ้านคุยต่อไม่ได้จริงๆ
ขณะทำงานที่คลีนิค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ความจริงใจของสามีมารับ-ส่งทุกวันและตัดโอกาสไปเที่ยวทะเลที่ตนเองชอบ
ช่วงเป็นคนรัก คุณสามีเดินทางมาประเทศไทยทุก 4 เดือนปารีส-กทม.12 ชม.ตอนนั้นเรียกว่าเดินทางได้ไม่เหนื่อยเลยเนอะ..
ภาพนี้เปิดตัวกามเทพ ที่คุณสามีขอร้องให้เป็นกามเทพหน่อยค่ะ..

2.2 พิจารณาถึงความความเป็นไปได้ในการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งควรพิจารณาทั้งด้านทัศคติ-วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของว่าที่สามีในประเทศของเขา ร่วมไปถึงสถานภาพทางการเงิน

*พิจารณาด้านทัศนคติและวิถีชีวิตของคนรัก(ฝรั่ง) : ถึงแม้ว่าดิฉันกับสามีจะมีความแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ,ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ดิฉันและสามีไม่มีความรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ด้วยกันเพราะมีวิถีชีวิตที่คล้ายกันคือเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว, พิถีพิถันในเรื่องการกินการอยู่แต่ไม่ฟุ่มเฟือย, ไม่สูบบุหรี่, ไม่เล่นการพนัน, ไม่ชอบการเสี่ยงโชค, ไม่ติดการดื่มสุรา, ชอบความโรแมนติค และดิฉันเป็นคนรักสวยรักงามส่วนสามีก็ชอบและส่งเสริมให้ภรรยาตัวเองสวย นอกจากนั้นเรายังมีความต่างที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้คือ ดิฉันเป็นคนพูดเยอะส่วนสามีเป็นคนไม่ค่อยพูด(ถ้าพูดเยอะเหมือนกันคงจะแย่งกันพูดไม่มีใครฟังเลยมั๊ง..อิอิ) ดิฉันเป็นคนใจร้อนส่วนสามีใจเย็นมากถึงมากที่สุดเลยค่ะ..อิอิ(ดิฉันเป็นเหมือนไฟส่วนสามีเป็นเหมือนน้ำเลยดับไฟได้ทุกครั้งที่ดิฉันอารมณ์เสีย​)  ถ้าหากคู่ใดช่วงคบหาดูใจกันทะเลาะกันทุกวันหรือมีเรื่องหึงหวงกันตลอด ขอให้พิจารณาให้ดีว่าสาเหตุจากการทะเลาะและหึงหวงคืออะไรและสาเหตุนั้นสามารถปรับปรุงแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าแก้ไขหรือปรับปรุงไม่ได้แต่ยังฝืนแต่งงานกันและตามฝ่ายชายมาอยู่ต่างประเทศแล้วจะยิ่งทุกข์ใจ รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และปัญหาต่างๆอาจตามมา เพราะการแต่งงานกับชาวต่างชาติแล้วย้ายมาอยู่ต่างประเทศ สามีนับเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่จะส่งผลให้ชีวิตคู่มีความสุขหรือไม่่

*พิจารณาความเป็นอยู่ของสามีในต่างประเทศ : เริ่มพิจารณาตั้งแต่สามีกลับประเทศและติดต่อเรากลับมาเราก็จะพอรู้ว่าคุณเธอทำอะไรในแต่ละวัน แต่จะยากหน่อยเพราะเวลาที่ต่างกันอย่างไทยกับฝรั่งเศสเวลาต่างกันประมาณ 5-6ชม. แต่ถ้าทั้งคู่รักกันจริงๆก็จะพยายามหาเวลาในการพูดคุยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

*พิจารณาสถานะด้านการเงิน : ในกรณีนี้ดิฉันไม่ได้หมายถึงให้พิจารณาว่ารวยหรือไม่ แต่การที่จะแต่งงานกับต่างชาติและมาใช้ชีวิตในต่างแดนฝ่ายชายควรมีรายได้ที่แน่นอนเพราะช่วงที่ฝ่ายหญิงย้ายมาอยู่ต่างประเทศใหม่ๆย่อมจะหางานไม่ได้ถ้าฝ่ายชายไม่มีความมั่นคงทางการงานและการเงิน จะค่อนข้างอยู่ลำบากแต่ก็มีบางรายที่ทั้งคู่รักกันและเข้าใจกันดีรวมถึงฝ่ายชายก็เป็นคนดีแต่อายุยังไม่มากทั้งคู่ฝ่ายชายจึงยังไม่มีความมั่นคงในด้านการเงินและยังต้องเช่าบ้านอยู่ เมือย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสช่วงแรกอาจลำบากหน่อยแต่ฝ่ายชายได้พยายามทำงานให้มากขึ้นทำให้มีรายได้ที่มากขึ้นและฝ่ายหญิงก็พยายามหางานทำ ซึ่งตอนนี้คู่นี้ก็วางแผนเก็บเงินเพื่อจะซื้อบ้านเป็นของตนเองและคาดว่าปีหน้าอาจจะซื้อบ้านได้ตามที่คาดหวังไว้ แต่ในกรณีของดิฉันด้วยความสูงวัย(ขณะแต่งงานอายุ50ปี)และขณะอยู่เมืองไทยก็มีอาชีพและรายได้ที่ดี(เป็นพยาบาลอยู่คลีนิคศัลยกรรมและความงาม)ถ้าจะให้จากบ้านเกิดเมืองนอนแล้วมาอยู่ต่างประเทศและต้องมาเริ่มสร้างฐานะใหม่คงไม่ไหวค่ะ..เลยต้องมั่นใจในสถานะทางการเงินของสามีหน่อย..อิอิ..
สาวน้อยคนนี้แหละค่ะที่มาอยู่ฝรั่งเศสด้วยแรงแห่งรัก ซึ่งช่วงแรกลำบากหน่อยแต่เพราะความรักความเข้าใจที่มีให้กันกับสามีตอนนี้ชีวิตก็เริ่มดีขึ้น เธอวางแผนจะซื้อบ้านปีหน้าแล้วค่ะ

3.การสื่อสารกับคนรักต่างชาตินับเป็นสิ่งสำคัญ : ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีภาษาของตนเอง ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีภาษาสากลที่สื่อสารกันได้ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาการเรียนรู้ซึ่งกันเช่นสาวไทยคนไหนพูดภาษาอังกฤษได้ดีและรักกับชายที่พูดภาษาอังกฤษการสื่อสารก็จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่การที่ฝ่ายชายเป็นชาติที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษและพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดี(แต่ก็คงดีกว่าพูดภาษาไทย)ฉะนั้นหญิงไทยควรพูดและเขียนภาษาอังกฤษได้ดีเพราะถ้าเราพูดคำไหนแล้วไม่เข้าใจเราก็เขียนให้เขาดูถ้ายังไม่รู้ศัพท์คำนี้อีกก็ให้เขาค้นหาคำศัพท์ดูอีก ในกรณีนี้บางท่านอาจคิดว่าถ้างั้นทำไมไม่ใช้การแปลใน googleจากภาษาไทยเป็นภาษาฝรั่งเศสไปเลย ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะอย่างกรณีของดิฉันเรา 2 คนพูดภาษาอังกฤษกันได้ฉะนั้นการค้นหาความหมายของคำศัพท์ค้นหาเพียงบางคำเท่านั้นไม่ใช่แปลกันทั้งประโยคและทุกประโยค เช่นพอพูดถึงจุดมุ่งหมายในชีวิตด้วยกัน สามีทำหน้างงๆกับคำว่า purpose(จุดมุ่งหมาย) คำเดียวเท่านั้นดิฉันเลยเขียนคำนี้ให้ดูสามีค้นคำศัพท์ในโทรศัพท์ไม่ถึง 1 วินาทีก็เข้าใจแล้วคุยกันต่อ แต่ถ้าหากแปลภาษาไทยเป็นภาษาฝรั่งเศสคงต้องแปลกันทุกคำทั้งประโยค ถ้าเป็นเช่นนั้นตอนคุยกันคงต้องพิมพ์ในโทรศัพท์กันอย่างเดียวไม่ต้องมองหน้ามองตากันล่ะ..อิอิ..และการแปลภาษาไทยเป็นภาษาฝรั่งเศสใน google ส่วนมากความหมายจะเพี้ยนมากค่ะ อาจทำให้ตีความผิดไปเลยค่ะ นอกจากนั้นก็ได้ปรับการพูดภาษาอังกฤษแบบให้คู่รักของเราเข้าใจได้มากที่สุด อย่างกรณีของดิฉันในการพูดภาษาอังกฤษกับสามีก็ไม่ต้องเปลียนคำกริยาไปตามรูปประโยคแต่บอกเวลาที่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นประโยค ปัจจุบัน อดีต หรือ อนาคต อย่างเช่นคำว่า run (วิ่ง) ถ้าเป็นอดีตก็ต้องเปลี่ยนเป็น ran ในกรณีของดิฉันถ้าเป็นการวิ่งในอดีตแล้วพูดว่า ran คุณสามีจะทำหน้างงทันที ฉะนั้นถ้าจะพูดกับสามีไม่ว่าจะวิ่งวันนี้หรือเมื่อวานก็ใช้ run เหมือนกันหมดแต่บอกเวลาให้ชัดเจนว่าวิ่งเมื่อวานหรือวันนี้แต่ถ้าทั้งคู่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลยหรือไม่มีภาษากลางที่จะสื่อสารด้วยกัน คงยากมากที่จะเข้าใจกันถึงความคิดและทัศนคติต่างๆและคงยากที่จะคุยกันถึงจุดมุ่งหมายในชีวิตคู่ร่วมกัน

4. เดินทางไปเยี่ยมฝ่ายชายก่อนตัดสินใจแต่งงาน : เมื่อใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้กันพอสมควรและคิดว่าคนนี้แหละที่เราจะใช้ชีวิตคู่ด้วยและวางแผนที่จะไปอยู่ต่างประเทศกับฝ่ายชาย ก่อนที่จะแต่งงานควรเดินทางไปเยี่ยมฝ่ายชายที่ต่างประเทศก่อนเพื่อดูให้รู้ว่าความเป็นอยู่ของครอบครัว พ่อ-แม่พี่น้อง เพื่อนๆและสังคมของฝ่ายชายเป็นอย่างไร เพราะต้องประเมินว่าถ้าเราต้องมาอยู่ที่นี่ตลอดไปเราจะอยู่ได้ไหม จะปรับตัวอย่างไรดี ถ้าช่วงที่มาเยี่ยมคนรัก 1-3 เดือน แล้วประเมินว่าเราคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่ๆดูแล้วไม่น่าจะมีความสุข การตัดสินใจก็จะขึ้นอยู่ว่าจะกล้าเสี่ยงหรือไม่ แต่สำหรับดิฉันไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ ดิฉันคงปฏิเสธการแต่งงาน และถ้าหากคิดว่ายกเลิกการแต่งงานยากเพราะจะเสียหน้าและรู้สึกอับอายถ้ากลัวในกรณีนี้ดิฉันคิดว่าช่วงที่คบหาดูใจและช่วงที่เดินทางมาเยี่ยมสามีไม่ต้องออกสื่อให้ใครรู้ มาแบบเงียบๆ เพราะถ้าทุกอย่างไม่เป็นอย่างหวังจะได้เจ็บอย่างเงียบๆและไม่ต้องเจ็บเพิ่มมากขึ้นจากแรงกดดันภายนอก สำหรับดิฉันทุกคนที่สามีรู้จักล้วนเป็นคนน่ารักและดีต่อดิฉันมาก พอกลับมาเมืองไทยเราจึงได้วางแผนเรื่องการแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน


ช่วงเดินทางมาฝรั่งเศสก่อนแต่งงาน ได้ไปงานแต่งงานที่เมือง Rivesaltes ทุกคนยินดีที่ได้ที่ได้รู้จักดิฉัน..
ช่วงเดินทางมาฝรั่งเศสก่อนแต่งงาน ได้รู้จักกับคู่สามีภรรยาที่เมืองAlesฝ่ายชายเป็นเพื่อนกับสามีค่ะ และคู่นี้น่ารักมากค่ะ

ช่วงเดินทางมาฝรั่งเศสก่อนแต่งงาน ได้พบกับลูกๆของเพื่อนร่วมงานสามี เด็กๆชอบที่จะคุยกับดิฉันเพราะเด็กๆต้องกาnรที่จะพูดภาษาอังกฤษ คือใครสามารถสื่อสารกับดิฉันได้นี่ภูมิใจกันเลย..อิอิ
ช่วงเดินทางมาฝรั่งเศสก่อนแต่งงาน ได้ไปเยี่ยมญาติสามีที่เมือง Bandol ด้วย เธอน่ารักและอัธยาศัยดีเช่นกัน

5. ทัศนคติเชิงบวกที่มีต่อประเทศชาติของคนรัก :  หากคนเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับประวิติศาสตร์ชาติไทยจะเห็นได้ว่าชาติไทยของเราเคยถูกประเทศมหาอำนาจบางประเทศกดขี่ข่มเหง อย่างเช่นประเทศฝรั่งเศสก้อเคยกดขี่ข่มเหงประเทศไทยอย่างในกรณี "วิกฤติการณ์ รศ 112" ที่ไทยต้องเสียดินแดนไทยบางส่วนและเงินชดเชยค่าเสียหายให้กับประเทศฝรั่งเศสในการสู้รบทางเรือที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายรุกรานเรา และเราต้องทำสัญญากับประเทศฝรั่งเศสที่เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ดิฉันอ่านเรื่องวิกฤติการณ์ รศ 112 ก็รู้สึกโกรธแค้นเช่นกันแต่ก็ต้องปรับความรู้สึกเพราะคิดว่าเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติเพื่อเรียนรู้ความเป็นมาและสำนึกรักในแผ่นดินเกิดและจากเรื่องนี้เรายอมเสียเปรียบเพราะเราด้อยกว่าประเทศเขาในทุกๆด้าน ฉะนั้นหากประเทศเราแข็งแกร่งก็จะไม่มีหน้าไหนมารุกรานเราได้ ดิฉันจึงคิดว่าจากความเสียเปรียบในประวัติศาสตร์หากพวกเราตะหนักและมาช่วยกันทำให้ประเทศเราเข้มแข็งไม่แตกความสามัคคีกันน่าจะดีกว่าความคิดแค้นใจ..จะแค้นใจไปเพื่อ? เพราะถ้าทุกชาติที่เคยถูกรุกรานและเอาเปรียบในประวัติศาสตร์คิดกันเช่นนี้ สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เกิดแน่..หากปรับความคิดได้เช่นนี้ก็เปิดใจรับคนต่างชาติโดยเฉพาะชาติที่เคยเอาเปรียบประเทศเรามาเป็นคนรักได้ แต่ถ้าหากเรายังติดอยู่กับความแค้นในประวัติศาตร์ดิฉันว่าปิดประตู(ใจ)สำหรับคนต่างชาติไปเลยค่ะ..ลองคิดดูถ้าเราต้องไปอยู่ประเทศที่เรามีทัศนคติเชิงลบต่อประเทศนั้นเราจะมีความสุขไหม ถ้าเห็นอะไรก็แค้นไปหมด
เมื่อมาเป็นสะใภ้ฝรั่งเศส ตอนฟุตบอลยูโร 2016 เลยช่วยเชียร์ฝรั่งเศสกันเต็มที่ ภาพนี้เพื่อนๆล้อว่าคิดว่า Miss France..อิอิ

6.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศของสามีรวมถึงกฏหมายครอบครัว : ก่อนที่จะไปอยู่ต่างประเทศกับสามีควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศที่จะไป ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา วัฒนธรรมและสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งด้านภาษาก็น่าจะพูดคำง่ายๆในการสื่อสารทั่วๆไปได้เพราะถ้าพูดได้บ้างก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดมาก  นอกจากนั้นควรหาข้อมูลเกี่ยวกับกฏหมายครอบครัวของประเทศสามี อย่างประเทศฝรั่งเศส ในการแต่งงานส่วนมากจะทำสัญญาการสมรส(contrat de mariage ) ซึ่งหมายถึงคู่สามีภรรยาเลือกทำสัญญาเพื่อกำหนดการจัดการบริหารทรัพย์สินในครอบครัวภายหลังการสมรส ได้แก่ การกำหนดความเป็นเจ้าของ และการใช้ประโยชน์ของรายได้ เงินออมทรัพย์ อสังหาริมทัพย์ รวมทั้งกำหนดภาระหน้าที่การชำระรายจ่ายและหนี้สิน มาตรการเหล่านี้อาจให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด(กฏหมายแพ่ง) หรือตามสัญญาที่ตกลงกัน( ข้อมูลจาก http://www.visapass-travel.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=1398127)

ในการทำสัญญาการสมรสนี้ ในกรณีบ้านที่อยู่อาศัยเป็นสินสมรสเดิมของสามีและสามีมีลูกติด หากมีการหย่าร้างภรรยาจะไม่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ แต่ถ้าหากสามีเสียชีวิตก่อนภรรยาๆจะมีสิทธิ์ในบ้าน 1/4 ส่วนที่เหลือจะเป็นของลูกติดสามี ซึ่งหากสามีต้องการให้ภรรยามีส่วนแบ่งมากกว่า 1/4 ของบ้าน สามีสามารถทำพินัยกรรมให้ภรรยาได้แต่ทำได้เพียง1/2 เพราะกฎหมายฝรั่งเศสจะปกป้องลูก บิดา-มารดาไม่สามารถทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินให้ผู้อื่นหรือภรรยา/สามีใหม่ทั้งหมดหากลูกไม่ได้มีความผิดที่ร้ายแรงต่อบิดา-มารดา  ที่ได้กล่าวในประเด็นนี้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับสาวไทยที่แต่งงานกับคนฝรั่งเศสที่มีลูกติดจะได้ทราบสิทธิ์ที่ตนเองพึงได้รับหลังจากสามีเสียชีวิต

 และกฎหมายฝรั่งเศสมีข้อดีสำหรับผู้ที่เป็นภรรยาของข้าราชการฝรั่งเศสคือ หากสามีเสียชีวิตก่อนภรรยาทั้งก่อนหรือหลังเกษียณภรรยาจะได้เงินเกษียณขั้นต่ำของสามีอย่างกรณีของดิฉันเงินเกษียณขั้นต่ำของสามีประมาณเดือนละ 50,000 บาทซึ่งเงินนี้สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยในต่างจังหวัดได้แบบไม่เดือดร้อนถ้ารู้จักใช้เงิน ซึ่งสามีดิฉันให้เหตุผลในการขอแต่งงานและจดทะเบียนสมรมให้ถูกต้องตามกฎหมายว่านอกจากต้องการใช้ชีวิตร่วมกันแล้วและยังต้องการให้ดิฉันมีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองได้หากสามีต้องเสียชีวิตไปก่อน และการเขียนประเด็นนี้ไม่ได้เป็นการให้สาวไทยพยายามที่จะเป็นเป็นภรรยาของข้าราชการฝรั่งเศส เพราะหวังผลประโยชน์หลังจากสามีเสียชีวิตหากเป็นการเขียนเพื่อให้สาวไทยที่มีคนรักเป็นข้าราชการฝรั่งเศสได้ทราบข้อมูลนี้ค่ะ

7. ชีวิตคือการเรียนรู้และเป็นการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด : หากคิดเช่นนี้ก็จะไม่เบื่อ ไม่เหงาแต่ตรงกันข้ามจะสนุกกับการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆที่ได้พบเจอในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้านภาษา, วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนและควรยอมรับในความแตกต่างของประเทศเราและประเทศของสามี และหากเรามีอัธยาศัยที่ดีมีมิตรไมตรีกับทุกคน เราก็จะสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนบ้าน เพื่อนสามีได้ และจะได้รับการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน
คนฝรั่งเศสจะมีวัฒนธรรมการกินที่เสริฟอาหารเป็นลำดับขั้น 5 และการจัดโต๊ะก็มีหลักการในการจัดเช่นกัน ตอนนี้จัดเก่งแล้วค่ะลูกๆก็จัดกันเป็นทั้ง 2 คน

มีโอกาสไปร่วมงานเทศกาลหอยที่เมือง Perpignan และที่ถืออยู่คือไวน์ Muscat เป็นไวน์ขาวที่มีรสหวานและเป็นไวน์ที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้ค่ะ

8. มีทัศนคติเชิงบวกในการดำรงชีวิตในฝรั่งเศส : การคิดบวกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข เช่นประเทศฝรั่งเศสมีข้อเสียที่ทุกคนพูดถึงคือ ขี้หมาตามถนนหนทางเยอะมากพวกเพราะคนที่นี่ชอบจูงหมาเดินเล่นตามถนน ซึ่งทางการก็ได้จัดกล่องใส่ถุงพลาสติกใส่ขี้หมาไว้ตามทางแต่ก็ยังมีขี้หมาอยู่ตามทางเดินทั่วไป ถ้าเราหงุดหงิดกับสิ่งเหล่านี้เราก็จะทำให้เราอารมณ์เสียซึ่งจะส่งผลทำให้แก่ไวนะคะ..อิอิ.. การคิดบวกในกรณีนี้คือหากการเดินตามทางในฝรั่งเศสแล้วเราเดินไปคุยโทรศัพท์ไป หรือเดินไปแต่ใจไปคิดเรื่องอื่นโอกาสเหยียบขี้หมามีสูงมาก ฉะนั้นหากเดินที่ฝรั่งเศสเราจะต้องมีความระมัดระวังและมีสติสัมปชัญญะในการเดิน ฉะนั้นเราก็นับว่าการเดินตามทางในฝรั่งเศสเป็นการฝึกเดินแบบมีสติสัมปชัญญะไปในตัว..อิอิ
กับเพื่อนๆที่อยู่เทศบาลเดียวกันมาทานอาหารร่วมกันในงาน La  fête de Saint Jean

มีโอกาสได่มีส่วนร่วมในงานเดินแฟชั่นโชว์ของเทศบาลที่อาศัยอยู่งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยว

กับเพื่อนที่อยู่เทศบาลเดียวกันได้รู้จักกันเพราะไปเจอกันที่งานในชุมชนแล้วเพื่อนอยากรู้จักอ่ะ..คนน่ารักก็อย่างนี้เนอะ..อิอิ.
เต้นรำโชว์ในงานวันเกิดหลานชายสามีกับญาติๆและเพื่อนบ้านที่เมือง Riversalte สนุกมากและเต้นผิดเต้นถูกเพราะไม่ได้ซ้อมกับเขาเลย..อิอิ
ความสุขกับเพื่อนๆ..สามสาวนี้มีสามีเป็นเพื่อนรักกัน ซึ่งสามีของทั้ง 3คนตั้งชื่อภาพว่า 3 angels ลับหลังอาจเรียก 3 devils...อิอิ..

9.งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน : การคิดเช่นนี้จะทำให้เราขวนขวายและอยากที่จะทำงานรวมถึงทำงานอย่างมีคุณภาพ ซึ่งไม่ว่าจะทำงานอะไรหากเราทำเพราะรักในงาน, มีความรับผิดชอบรวมถึงมีการเรียนรู้ในการทำงานและพัฒนางานให้มีคุณภาพไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานอะไรเราก็จะได้รับความยอมรับจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าด้อยคุณค่าในต่างแดนเลย  และบางรายกังวลว่าการมาอยู่ต่างประเทศที่เรายังไม่สามารถพูดและเข้าใจภาษาของประเทศนั้นได้ดีอาจทำให้ยากที่จะทำงานตรงตามความรู้ความสามารถที่มี แต่ถ้าเรามีความสามารถและมีความตั้งใจจริงๆเราก็จะสามารถทำงานตามความรู้ที่เรามี ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับหญิงไทยคนหนึ่งเธอเป็นพยาบาลและแต่งงานกับชาวฝรั่งเศสตั้งแต่เธอเพิ่งสำเร็จการศึกษาเธอได้จ่ายเงินเพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยมงต์เปลิเยร์ เมื่อการใช้ภาษาฝรั่งเศสเธอใช้ได้แล้วเธอก็ไปสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลของฝรั่งเศสซึงเธอสามารถสอบได้ และที่ฝรั่งเศสถ้าเป็นพยาบาลจากไทยหลังจากสอบใบประกอบวิชาชีพได้แล้วจะต้องฝึกอบรมด้านการพยาบาลเป็นเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งพยาบาลจากบางประเทศต้องฝึกอบรมเป็นเวลาถึง 1 ปี(แสดงว่าพยาบาลจากไทยมีคุณภาพมากกว่าบางประเทศนะจ้ะ)หลังจากผ่านการฝึกอบรมแล้วเธอจึงไปสมัครทำงานพยาบาลและขอทำงานที่แผนกเด็ก เพราะทำงานกับเด็กไม่ต้องพูดเพราะเด็กยังพูดไม่ได้แต่ใช้การสังเกตุอาการของเด็กแทน ฉะนั้นถึงแม้ว่าเธอยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่คล่องก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน การที่เธอทำงานอย่างมีคุณภาพทำให้เธอสามารถผ่านการทดลองงานและสามารถทำงานเป็นพยาบาลที่ฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้ว

10. การมีจุดมุ่งหมายในชีวิตร่วมกันกับสามี :ตามที่ดิฉันได้กล่าวไว้ในข้อที่2 ถึงนิยามชีวิตคู่คือการใช้ชีวิตร่วมกันของคน 2 คนที่มาจากความรักความเข้าใจ มีจุดมุ่งหมายในชีวิตร่วมกันและพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ซึ่งจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตร่วมกันของแต่ละคู่ก็จะแตกต่างกันไป อย่างคู่ของรุ่นน้องคนหนึ่งเธอและสามียังอายุไม่มากและเป็นช่วงที่กำลังสร้างครอบครัว จุดมุ่งหมายของครอบครัวเธอคือการทำงานหาเงินเพื่อเปิดร้านอาหารไทยในเมืองที่เธออยู่ สามีเธอเป็นข้าราชการซึ่งนับได้ว่ามีเป็นงานที่มั่นคงและมีรายได้ที่ดี  ซึ่งสามีเธอได้วางแผนเก็บเงินเพื่อที่จะได้มีเงินเก็บมากขึ้น ส่วนเธอทำงานวันละหลายชั่วโมงซึ่งงานที่เธอทำก็มีทั้งดูแลผู้สูงอายุในช่วงเช้า ช่วงกลางวันก็เข้ารับการอบรมเพื่อขอใบอนุญาติในการเปิดร้านอาหาร ช่วงเย็นก็ทำงานร้านอาหาร

ส่วนดิฉันเป็นคู่ของผู้สูงวัยที่ใกล้วัยเกษียณอายุแล้วและสามีเป็นข้าราชการจึงมีความมั่นคงในหน้าที่การงานและการเงินรวมถึงมีบ้านแล้ว ฉะนั้นการทำงานมากเพื่อหาเงินจึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักในชีวิตคู่ของเรา(ดิฉันกับสามีเป็นคู่สว. สูงวัยค่ะ..อิอิ) และจุดมุ่งหมายในชีวิตคู่ของเรา 2 คนคือ

1.* การสร้างครอบครัวให้มีความสุขและความอบอุ่น
2.*ช่วยกันเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพซึ่งหมายถึงบุตรของดิฉัน 3 คนเพราะบุตรของฝ่ายสามีโตเป็นผู้ใหญ่และมีงานทำแล้ว
3.*ช่วยกันเก็บเงินเพื่อสร้างบ้านอีกหลังในเมืองไทยหลังเกษียณอายุและเพื่อเป็นเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

จากมุ่งหมายในการใช้ชีวิตคู่ของดิฉันๆจึงไม่คิดที่จะทำงานเป็นพยาบาลเพราะเนื่องจากอายุที่มากแล้ว (52ปี) และการทำงานพยาบาลต้องขึ้นเวรทำงานกลางคืนบ้างทำงานวันเสาร์-อาทิตย์บ้าง จะทำให้ดิฉันไม่สามารถให้เวลากับครอบครัวได้เต็มที่ ซึ่งดิฉันต้องการเวลาในตอนเย็นและเสาร์-อาทิตย์เพื่อดูแลเรื่องอาหารในครอบครัวและช่วยสอนการบ้านลูกๆ ซึ่งลูกๆเพิ่งมาอยู่ฝรั่งเศสได้เพียง 1 ปีและลูกชายสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายที่นี่ได้ซึงเป็นโอกาสที่ดีของลูกแต่ลูกก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเพื่อนๆเพราะภาษาฝรั่งเศสยังไม่ดีพอ  ส่วนดิฉันยังไม่ได้เก่งภาษาฝรั่งเศสแต่ดิฉันสามารถสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับลูกๆได้เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจดิฉันดู ตัวอย่างก็พอเข้าใจและพออธิบายให้ลูกเข้าใจได้ ส่วนภาษาอังกฤษการสอนลูกก็นับเป็นการทบทวนภาษาอังกฤษไปในตัว แต่ถ้าเป็นวิชาประวัติศาสตร์หรือภาษาฝรั่งเศสสามีจะช่วยสอนให้ ฉะนั้นดิฉันจึงเลือกทำงานเป็นเชฟอยู่ร้านอาหารเอเซียเพราะดิฉันชอบการทำอาหารและเคยเรียนรู้เทคนิคการทำอาหาร ต่างๆจากคุณแม่ตั้งแต่ตอนเด็กๆและคุณแม่ก็เรียนการทำอาหารจากคุณยายจึงนับ เป็นการเรียนรู้แบบรุ่นสู่รุ่น และดิฉันขอทำแค่ช่วงอาหารกลางวันและไม่ทำในช่วงเย็นกับวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะต้องการให้เวลากับครอบครัวดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนลูกชายคนโต ดิฉันและสามีได้ส่งเงินค่าเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้แต่ละเดือนโดยกำหนดขอบเขตในการใช้เงินเพื่อฝึกให้ลูกไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินตัว และจุดมุ่งหมายข้อที่ 3 ในการช่วยกันเก็บเงินนั้นเราพวกเราสรุปว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในครอบครัวค่ากิน,ค่าเที่ยว,ค่าใชจ่ายต่างๆ สามีเป็นผู้จ่าย ส่วนเงินเดือนของดิฉันเก็บเข้าธนาคารเพื่อสร้างบ้านอีกหลังในเมืองไทยหลังเกษียณอายุและเพื่อเป็นเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน


จากกรณีของดิฉันและสาวน้อยที่ดิฉันกล่าวถึงต่างทำงานไม่ตรงตามการศึกษาที่ร่ำเรียนมา สาวน้อยจบการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมายส่วนดิฉันจบการศึกษาปริญญาตรีด้านการ พยาบาลปริญญาโทด้านการศึกษา แต่เรา 2 คนไม่เคยรู้สึกว่้าด้อยค่าเพราะเราทั้ง 2 มีต่างมีจุดหมายในชีวิตที่ชัดเจนและได้ทำตามจุดมุ่งหมายของเรา ซึ่งดิฉันคิดว่านี่แหละคือคุณค่าของตนเอง ดิฉันและน้องคนนี้จึงไม่เคยคิดว่าการมาทำงานร้านอาหารคือชีวิตที่ลำบากหรือลดคุณค่าตัวเองแต่อย่างใด เพราะงานทุกงานมีคุณค่าเสมอหากเราทำงานนั้นอย่างมีคุณภาพ ผู้ร่วมงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องย่อมให้การยอมรับและให้เกียรติเรา
พาลูกๆไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ในช่วงปิดเทอม ลูกๆชอบมากเดินเที่ยวกันเล่นเครื่องเล่นสารพัดไม่มีเหน็ดเหนื่อย..แต่คุณแม่น่ะ สว.(สูงวัย) เดินมะไหวแล้วค่ะ..อิอิ..
ความสุขในครอบครัวในวันคริสต์มาส ลูกสาวนะคะ ไม่ใช่ลูกชาย..อิอิ..
ความสุขในครอบครัว..ลูกสาวของสามีสวยมากค่ะ

ขณะทำงานเป็นเชพ มีน้องนักศึกษาคนไทยมาเป็นลูกค้าประจำที่ร้าน น้องบอกว่าพอได้ทานอาหารรู้เลยว่าเชพเป็นคนไทยเพราะรสชาติอร่อยเจ้มจ้นแบบไทยๆ..อิอิ

มีโอกาสพวกเราก็จะไปทำบุญที่วัดลาวในเมือง Montpellier และสาวน้อยที่ยืนข้างๆ ดิฉันชอบเรียกเธอว่าเล็กพริกขี้หนูเพราะเธอตัวเล็กแต่แผนการเธอใหญ่ค่ะ(สาวน้อยคนนี้แหละค่ะที่เตรียมตัวจะเปิดร้านอาหารไทยที่นี่..เก่งจังนะตัวแค่นี้..อิอิ)
จากข้อคิดทั้ง 10 ข้อของดิฉันคงพอจะเห็นได้ว่าดิฉันมีแนวคิดและทัศนคติอย่างไรที่จะทำให้อยู่อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีในต่างแดน ซึ่งมีหญิงไทยหลายท่านที่แต่งงานกับชาวต่างชาติและมีความสุขเช่นกันแต่อาจไม่ได้มีแนวคิดและแนวทางในการปฎิบัติทั้ง 10ข้อเหมือนดิฉันเพราะแต่ละคนต่างมีบริบทและปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป  แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเหมือนกันคือในการที่ผู้หญิงที่แต่งงานไม่ว่ากับชายชาวต่างชาติหรือชาวไทยจะมีความสุขในชีวิตคู่ได้นั้น คู่สมรสควรมีความรักความเข้าใจและมีจุดมุ่งหมายในชีวิตคู่ร่วมกันรวมถึงได้คู่ครองที่ดีที่พากันประคับประคองเพื่อก้าวเดินไปถึงจุดมุ่งหมายร่วมกัน และจากการเขียนมาทั้งหมดบางท่านอาจสงสัยว่าดิฉันมีแนวคิด-ทัศนคติและการปฎิบัติแบบนี้ทำไมการแต่งงานครั้งแรกถึงล้มเหลว เหตุผลก็คือการแต่งงานครั้งแรกดิฉันตัดสินใจแต่งงานเพราะหัวใจอย่างเดียวไม่ได้ใช้สมองช่วยพิจารณา และดิฉันเรียนรู้จากความผิดพลาดในการแต่งงานครั้งแรกทำให้การแต่งงานครั้งที่ 2 มีแนวคิดและทัศนคติดังกล่าวมาข้างต้น และจากความล้มเหลวในการแต่งงานครั้งแรกทำให้ดิฉันได้ข้อคิดว่าหากเราไม่สามารถพบคนที่มีความรักความเข้าใจ มีจุดมุ่งหมายในการชีวิตร่วมกันและพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ดิฉันอยู่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวตลอดไปดีกว่า เพราะความคิดเช่นนี้หลังจากหย่าดิฉันจึงเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่ 8 ปีจนในที่สุดได้มาเจอกับสามีคนนี้ ซึ่งหลายท่านกล่าวว่าดิฉันโชคดี..ใช่ค่ะดิฉันโชคดีเพราะเลือกที่จะโชคดี เนื่องจากหลังจากหย่าในการแต่งงานครั้งแรกดิฉันก็มีฝรั่งเข้ามาวุ่นวายหลายคน แต่ดิฉันไม่เลือกที่จะคบต่อเพราะส่วนมากดิฉันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอเหล่านั้นมีความจริงใจกับดิฉัน...และท้ายสุดดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิด10 ประการของดิฉันจะช่วยเป็นแนวทางสำหรับสาวไทยในการที่จะใช้ชีวิตคู่กับฝรั่งในต่างแดนได้อย่างมีความสุข และขอเป็นกำลังใจให้ภรรยาฝรั่งทุกคนค่ะ/นพฬวรรณ นพเคราะห์ ล็อตแต็ง

กับดอกกุหลาบที่สวนหลังบ้าน ความสุขที่หาได้ง่ายๆในบ้าน

ฟ้าครามกับทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ Provence สุขที่ได้ท่องเที่ยว

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การจัดระดับชั้นการศึกษาของประเทศฝรั่งเศส

ในบทนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงระบบการศึกษาของฝรั่งเศสในระดับประถมและมัธยมศึกษาเท่านั้นและที่ไม่ได้กล่าวถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เพราะลูกๆของผู้เขียนยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น ไว้ลูกชาย"น้องคูณ"จบการศึกษาระดับมัธยมปลายและเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยค่อยเขียนเรื่องการศึกษาระดับอุดมศึกษา ค่อยๆเขียนค่อยๆเล่าจากเหตุการณ์ที่พบเจอ ตามแนวคิดเรื่องเล่าจากประสบการณ์ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเรื่องเล่าจากตำราซะงั้น..อิอิ..

เด็กๆมาถึงฝรั่งเศสในช่วงปิดภาคฤดูร้อนและเป็นช่วงที่โรงเรียนปิดสนิทจริงๆ..เพราะที่นี่เจ้าหน้าที่ทางการศึกษาจะทำงานหลังจากปิดภาคเรียนฤดูร้อนประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองได้มาติดต่อเกี่ยวกับเรื่องเรียน แต่เด็กๆมาหลังจากช่วง 2 สัปดาห์นี้แล้วผู้เขียนจึงขอใช้คำว่าว่าปิดสนิทจริงๆ..อิอิ.. เพราะไม่มีใครอยู่ที่โรงเรียนเลย  ฉะนั้นพวกเราจึงต้องรอโรงเรียนเปิดเทอมในวันที่ 1 กันยายนจึงเริ่มดำเนินการติดต่อกับ "Espace Senghor Montprllier" ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจัดการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติของเมืองมงต์เปลิเยร์และหน่วยงานนี้อยู่ในโรงเรียนระดับมัธยมต้น  Collège Les Aiguerelles และเป็นหน่วยงานที่คุณสามีได้ขอใบลงทะเบียนเรียนโรงเรียนในประเทศฝรั่งเศสของเด็กๆซึ่งเป็นเอกสารใช้ประกอบในการขอวีซ่า  และการติดต่อกับโรงเรียนที่นี่ใช้ระบบนัดหมายค่ะ ไม่ใช่การเดินเข้าไปติดต่อฉะนั้นพอโรงเรียนเปิดเทอมคุณสามีได้โทรนัดเพื่อขอนำเด็กเข้าไปติดต่อเรื่องเรียน ซึ่งเราได้รับการนัดหมายให้พาเด็กไปพบ อีก 2 สัปดาห์ถัดไปและเป็นการนัดหมายในช่วงบ่าย
ภาพของหน่วยงาน"Espace Senghor Montprllier"ที่ผู้เขียนไปติดต่อที่เรียนให้ลูกๆและอยู่ภายในโรงเรียน Collège Les Aiguerelles (ภาพจากhttp://www.clg-aiguerelles-montpellier.ac-montpellier.fr/)

เมื่อถึงเวลานัดหมายพวกเราพาเด็กๆไปพบตามนัด ซึ่งไม่ต้องรอเพราะที่นี่เวลานัดถือว่าสำคัญมาก ซึ่งถ้าหากนัดหมายกับเราแล้วเวลาที่นัดไว้คือเวลาของเราเลยค่ะ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้ทำการซักประวัติเกี่ยวกับข้อมูลของเด็กและเทียบระดับการศึกษาของไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งการแบ่งระดับการศึกษาของไทยกับฝรั่งเศสก่อนระดับอุดมศึกษาเรียน 12 ปีเหมือนกัน แต่มีการแบ่งช่วงระดับชั้นที่ต่างกันคือประเทศไทยแบ่งเป็น 6:3:3 ส่วนการศึกษาของฝรั่งเศสแบ่งช่วงระดับชั้นเป็น 5:4:3 กล่าวคือประเทศไทยเรียนระดับประถมศึกษา 6 ปี, เรียนมัธยมศึกษาระดับต้น 3 ปีและระดับมัธยมปลาย 3 ปี ส่วนการศึกษาของฝรั่งเศสแบ่งช่วงระดับชั้นเป็น 5:4:3 คือ



1.ระดับประถมศึกษา( Enseignement du premier degré)  ซึงเรียกโรงเรียนระดับนี้ว่าL'école  élémentaire ใช้เวลาเรียน 5 ปี คืออายุ 6-11 ปี

2.ระดับมัธยมศึกษา(Enseignement du second degré)ตอนต้นเรียน 4 ปี อายุ 11-15 ปีและเรียกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นต้นว่า Collège

3.ระดับมัธยมศึกษา(Enseignement du second degré)ตอนปลายเรียน 3 ปี อายุ 15-18 และเรียกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาปลายว่า Lycée


ฉะนั้นลูกชาย(น้องคูณ)ที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากเมืองไทยแล้วจึงเทียบได้ว่าน้องคูณได้เรียนจบระดับ Collège ของที่นี่แล้ว และกำลังจะเข้าเรียนในโรงเรียนระดับ Lycée ซึ่งเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษากับผู้เขียนเข้าใจตรงกัน ส่วนน้องข้าวหอมที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 1จากไทยจึงเปรียบเหมือนเรียนอยู่ในระดับ Collège และเรียนจบปีที่ 2 ของระดับ Collège  ซึ่งเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาได้พูดสรุปเกี่ยวกับระดับชั้นการเรียนของน้องข้าวหอมเป็นฝรั่งเศสว่า "Cinquième" ซึ่ง Cinquième แปลเป็นภาษาไทยว่าลำดับที่ 5ทำให้ผู้เขียน"อยากฟังซ้ำ" เพราะคิดว่าฟังผิด..อิอิ..เนื่องจากน่าจะได้ยินคำว่าลำดับที่ 2 หรือถ้านับปีการศึกษาที่เรียนต่อกันมาเรื่อยๆแบบอเมริกาก็น่าจะเป็นลำดับที่7หรือการเรียกเกรด 7แบบของอเมริกา  แต่นี่กลับได้ยินลำดับที่ 5 ผู้เขียนจึงไม่ตอบว่า"oui" ซึ่งแปลว่า"ใช่ " แต่ทำหน้าเหว่อแบบที่เรียกว่า "งงอ่ะ"ลูกสาวช้านจบม.1 ทำไมมาเทียบเป็นป.5ที่นี่ล่ะ หรือการสื่อสารมันผิดพลาดเจ้าหน้าที่อาจสับสนกับภาษาฝรั่งเศสปนอังกฤษสำเนียงไทยของเรา คุณสามีจึงรีบตอบ oui แทนและส่งสายตามาบอกผู้เขียนประมาณว่าที่เจ้าหน้าที่พูดนะถูกแล้ว(มันจะถูกได้ยังไงเดี๋ยวให้กลับบ้านก่อนเถอะ..แม่จะหาข้อมูลให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย) พอกลับมาบ้านผู้เขียนนั่งหัวฟูหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูล และตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือต้องการรู้อะไรเพิ่มเติมก็ถามคุณสามีๆก็ใจดีตอบให้ทุกประเด็น ซึ่งผู้เขียนสรุปและเทียบกับการจัดระดับการศึกษาของไทยกับของฝรั่งเศสได้ดังนี้ค่ะ (ผู้เขียนได้เขียนถึงการเรียกชั้นเรียนในระดับอนุบาลด้วยถึงแม้ว่าการเรียนระดับนี้ไม่ได้เป็นการศึกษาภาคบังคับเช่นเดียวกับของไทยเราแต่ผู้เขียนเห็นว่าในข้อมูลที่อ่านมีการเขียนถึงการศึกษาระดับอนุบาลในผังการจัดระดับการศึกษาเลยใส่ข้อมูลส่วนนี้มาด้วย)
(ข้อมูลhttp://media.eduscol.education.fr/file/dossiers/50/5/enseignement_scolaire_VF_135505.pdf)


              ไทย                                                                     ฝรั่งเศส

*การศึกษาระดับประถมศึกษา      * L'Enseignement du premier degré 
     ชั้นอนุบาลเรียน 3 ปี                            École maternelle เรียน 3ปี(อายุ 3-6ปี)
อนุบาล 1                                                             Petite section
อนุบาล 2                                                             Moyen section
อนุบาล 3                                                             Grande section

   *ระดับประถมศึกษา                        * L' École élémentaire
          เรียน 6 ปี                                                  เรียน 5ปี (อายุ 6-11ปี)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1                  Cours Préparatoire  ( CP)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2               Cours élémentaire 1ére année (CE1) :1ére หมายถึงลำดับที่ 1
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3               Cours élémentaire 2e année (CE1) :1ére หมายถึงลำดับที่2
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4               Cours Moyen 1ére année (CM1)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5               Cours Moyen 2e année (CM2)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6                6e (Sixième) หมายถึงลำดับที่่ 6 และจัดอยู่ในระดับCollège

*การศึกษาระดับมัธยมต้น                        *L'enseignement secondaire (Collège)
         เรียน 3 ปี                                                     เรียน 4 ปี(อายุ 11-15ปี)
มัธยมศึกษาปีที่1                                 5e (Cinquième)หมายถึงลำดับที่ 5
มัธยมศึกษาปีที่2                                 4e (Quatrième)หมายถึงลำดับที่ 4 
มัธยมศึกษาปีที่3                                 3e (Troisième)หมายถึงลำดับที่ 3


*การศึกษาระดับมัธยมปลาย                  *L'enseignement secondaire (Lycée )
           เรียน 3 ปี                                                  เรียน 3 ปี(อายุ 15-18ปี)
มัธยมศึกษาปีที่ 4                              Seconde หมายถึงลำดับที่ 2
มัธยมศึกษาปีที่ 5                              Première หมายถึงลำดับที่ 1
มัธยมศึกษาปีที่  6                             Terminaleหมายถึงสุดท้าย

(มาถึงตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมสาวน้อยของเราที่จบชั้นม.1จากบ้านเรามาอยู่นี่เรียกว่าระดับที่ 5 ที่ฝรั่งเศสพอเข้าเรียนระดับมัธยมต้นการนับชั้นปีเป็นการนับถอยหลังซะงั้น..เลยทำให้ผู้เขียนงงซะตั้งนาน....แล้วผู้เขียนก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรน่า " โง่ย่อมมาก่อนฉลาดเสมอ"..อิอิ)

นักเรียนที่นี่เมื่อเรียนจบระดับ Collège แล้วทุกคนจะต้องสอบให้ได้ประกาศนียบัตร BEPC (Brevet d'  études premaier cycle) ซึ่งเป็นประกาศนียบัตรแห่งชาติเพราะเป็นการสอบที่ใช้ข้อสอบกลางของรัฐจึงเป็นข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งที่นี่ผลการสอบนี้นับว่าสำคัญในการเลือกเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย(Lycée) เพราะในการเข้าเรียนต่อระดับ Lycée ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนจะมาพิจารณาร่วมกันว่านักเรียนควรเรียนต่อมัธยมปลายในสายไหน โรงเรียนอะไรโดยใช้ผลการสอบประกาศนียบัตร BEPCกับผลการเรียนของเด็กในระดับ Collège ในระยะเวลา4 ปีที่ผ่านมา มาประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อตกลงกันได้แล้วทางโรงเรียนCollègeจะเป็นผู้ทำเอกสารติดต่อไปยังโรงเรียน Lycée ที่สรุปว่าเด็กควรจะไปเข้าเรียน ข้อมูลนี้คุณสามีเล่าให้ฟังถึงตอนนำบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาชาวฝรั่งเศส (ภรรยาชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตไปแล้ว)เข้าเรียนในระดับ Lycée ผู้เขียนว่าระบบอย่างนี้ก็ดีนะ รับรองว่าไม่มีข่าวผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมดังรับเงินใต้โต๊ะเพื่อรับเด็กเส้นเข้าเรียน..อิอิ..แต่ถ้าผู้ปกครองประสงค์จะนำลูกเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าเทอมเอง ซึ่งค่าเทอมของโรงเรียนเอกชนที่นี่ค่อนข้างแพงแต่มีระบบการเรียนการสอนที่ดี ซึ่งลูกสาวของสามีเรียนระดับ Lycée ในโรงเรียนเอกชน

ในการเรียนระดับมัธยมปลายหรือ Lycée จะแบ่งโรงเรียนออกเป็น 3 ระบบคือ (ข้อมูลจากhttps://fr.wikipedia.org/wiki/Enseignement_secondaire)

1. Lycée d’enseignement général โรงเรียนสายสามัญ ซึ่งจะมีการศึกษาด้านวรรณกรรม (ใช้คำว่า littéraire ), วิทยาศาสตร์. เศรษฐกิจ และสังคม
2. Lycée d’enseignement  technologique โรงเรียนสายเทคโนโลยี
3. Lycée Professionnel โรงเรียนสายอาชีพ


เมื่อนักเรียนระดับ Lycée  เรียนจนจบระดับ Terminale แล้วในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของที่ฝรั่งเศสสิ่งที่สำคัญคือการสอบให้ได้ประกาศนียบัตร BAC(Baccalauréat)แยกตามสายสามัญ (Baccalauréat général)  /สายเทคโนโลยี (Baccalauréat technologique)/สายอาชีพ(Baccalauréat professionnel)ซึ่งเทียบเท่าวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทยแต่ต่างกันที่ไม่ใช่เป็นประกาศนีบัตรของสถานศึกษาอย่างบ้านเราแต่เป็นประกาศนียบัตรแห่งชาติที่ได้มาจากผลการสอบทั่วไปโดยข้อสอบกลางของรัฐ  ซึ่งนับว่าเป็นการวัดระดับความรู้ของเด็กมัธยมปลายในมาตรฐานเดียวกันในแต่ละสายไม่ว่าจะเป็นสายสามัญ, สายทางเทคโนโลยีหรือสายวิชาชีพ ฉะนั้นคะแนนที่ได้จากการสอบประกาศนียบัตร BAC(Baccalauréat) จึงเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าเด็กมีความรู้ระดับมัธยมปลายในสาขาต่างๆอยู่ในระดับไหนของประเทศ และเด็กที่จบมัธยมปลายจากจากประเทศอื่นต้องการศึกษาต่อระดับดับปริญญาตรีในประเทศฝรั่งเศส จำเป็นต้องวัดระดับความรู้ภาษาฝรั่งเศสให้ได้ก่อน

การศึกษาภาคบังคับของฝรั่งเศสอยู่ระหว่างอายุ 6-16 ปี และไม่มีการสอนเกี่ยวกับศาสนาใดๆในโรงเรียนนอกจากนั้นยังห้ามไม่ให้มีการแสดงออกที่ชัดเจนทางศาสนา เช่นห้ามใส่หมวกคลุมฮิญาบแบบอิสลามในโรงเรียนเนื่องจากการความเป็นกลางทางศาสนา และหากต้องการทราบเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนาของประเทศฝรั่งเศสที่เขียนเป็นภาษาไทยมีบางท่านเขียนเป็นภาษาไทยหาอ่านได้ในเว็บไซต์นี้ค่ะ(http://www.pub-law.net/Publaw/view.aspx?id=765)

มาถึงตอนนี้ผู้เขียนเข้าใจเกี่ยวกับการเรียกระดับชั้นการศึกษาของฝรั่งเศสแล้วค่ะ และทางโรงเรียนได้รับเรื่องของน้องคูณไว้และนัดสอบวิชาคณิตศาสตร์กับความรู้พื้นฐานภาษาฝรั่งเศสในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป ซึ่งน้องคูณบอกว่าวิชาคณิตศาสตร์ทดสอบความรู้แบบใช้สัญญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ถึงแม้ไม่มีความรู้ด้านภาษาฝรั่งเศสก็สามารถทำข้อสอบได้ ถ้าหากเด็กเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในเรื่องนั้นๆเช่น สมการ การบวก-ลบ-คูณ-หาร เศษส่วน ซึ่งการตอบคำถามเป็นช่องว่างให้เด็กเติมตัวเลขหรือเครื่องหมายต่างๆตามช่องที่กำหนดให้ เลขแต่ละข้อมีหลายช่องให้เติม ส่วนภาษาฝรั่งเศสเริ่มทดสอบโดยให้อ่านพยัญชนะภาษาฝรั่งเศส และอ่านคำง่ายๆเป็นคำๆ เมื่อเด็กอ่านไม่ได้จะให้เด็กหยุดอ่าน ถ้าเด็กคนไหนอ่านได้จะให้อ่านเป็นประโยคยาวๆ น้องคูณไม่ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสมาก่อนแต่ผู้เขียนได้สอนให้ออกเสียงพยัญชนะและสระภาษาฝรั่งเศสมาบ้าง น้องคูณจึงอ่านได้แต่คำที่ง่ายๆเท่านั้น หลังจากสอบได้ 1 สัปดาห์ ทางเจ้าหน้าที่ได้นัดให้มาทำเอกสารเกี่ยวกับการมอบตัวเด็กเข้าเรียนและเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ต้องห่วงเรื่องโรงเรียนของน้องคูณ รับรองว่ามีที่เรียนแน่นอนเมื่อได้โรงเรียนสำหรับน้องคูณแล้วจะโทรแจ้งให้ทราบซึ่งต้องใช้เวลานานหน่อยเพราะมีเด็กต่างชาติที่เข้ามาอยู่เมืองนี้เยอะมาก และเจ้าหน้าที่ได้ขี้ให้ดูเอกสารกองเบ้อเร่อบนโต๊ะ..อืมม์..เยอะจริงแฮะ..หุหุ..และก็ใช้เวลานานอย่างที่บอกจริงเพราะพวกเรารอประมาณเดือนกว่าๆ ถึงได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้น้องคูณไปเข้าเรียนซึ่งเป็นวันที่ 3 พย. 58 และเป็นวันเปิดภาคเรียนครั้งที่ 2 สรุปแล้วน้องคูณรอนานเกือบ 4 เดือนจึงได้เข้าเรียนเพราะช่วงเกือบ 2 เดือนแรกที่น้องคูณมาฝรั่งเศสเป็นช่วงปิดเทอมจึงไม่สามารถติดต่อกับทางศูนย์จัดการศึกษาเพื่อเด็กต่างชาติได้ และช่วงเกือบ 2 เดือนหลังเป็นช่วงติดต่อกับทางศูนย์จัดการศึกษาและเป็นช่วงที่ทางศูนย์ใช้เวลาในการดำเนินการจัดหาโรงเรียนให้กับน้องคูณ

ตอนนี้ผู้เขียนเรียกระดับชั้นต่างๆของการศึกษาที่ฝรั่งเศสแบบไม่งงแล้ว....และในบทต่อไปจะเขียนเกี่ยวกับ การจัดการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติในฝรั่งเศส ซึ่งในกรณีของน้องข้าวหอมค่อนข้างยุ่งยากแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยความพยายามของสามีและสามารถมาเข้าเรียนหลังพี่คูณเพียงแค่ 2-3 ซึ่งจะยุ่งยากอย่างไรติดตามได้ในบทถัดไปค่ะ


ภาพศาลากลางของแคว้นล็องก์ด็อก-รูซียง(Hotel de Région de  Languedoc-Roussillon)
อยู่ที่
เมืองมงต์เปลิเยร์(Montpellier )จังหวัดจังหวัดเอโร( Herault)นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่ผู้เขียนชอบมากแห่งหนึ่ง





วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วันเปิด-ปิดภาคเรียนของประเทศฝรั่งเศสที่ธรรมดา(ซะเมื่อไหร่)


สิ่งที่ผู้เขียนจะเล่าถึงนี้เป็นประสบการณ์ในการพาลูกๆที่นับว่าเป็นคนต่างชาติของฝรั่งเศสเข้ารับการศึกษาของฝรั่งเศสในโรงเรียนสำหรับคนต่างชาติของเมืองมงต์เปลิเยร์ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส และข้อมูลนี้เขียนจากประสบการณ์และจากการสอบถามข้อมูลจากสามีรวมถึงการศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ประกอบเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่ได้พบเจอ และผู้เขียนในขณะนี้ไม่ใช่นักวิชาการหากเป็นเพียงภรรยาของชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่เป็นคนไทยซึ่งได้เรียนรู้และชอบการเขียนมาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาโทเมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว ฉะนั้นการเขียนนี้จึงไม่ใช่บทความทางวิชาการหากแต่เป็นการเขียนอธิบายถึงสิ่งต่างๆที่ผู้เขียนได้พบตามมุมมองของตนเองเพื่อที่จะทำความเข้าใจและใช้ชีวิตในต่างแดนแบบไม่แปลกแยกมากนัก และในบทนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงวันเปิด-ปิดภาคเรียนของโรงเรียนในประเทศฝรั่งเศสที่คนฝรั่งเศสและคนไทยที่อยู่ฝรั่งเศสมานานรู้สึกว่าธรรมดาเพราะความคุ้นชิน แต่สำหรับคนไทยที่เพิ่งมาอยู่มันก็ธรรมดา(ซะเมื่อไหร่..กิกิ)

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลูกๆและผู้เขียน
ลูกๆที่ผู้เขียนกล่าวว่า"นับว่าเป็นคนต่างชาติของฝรั่งเศส"คือเป็นลูกๆที่เกิดจากสามีคนแรกที่เป็นคนไทยเพื่อไม่ให้ผู้อ่านงงมากนักผู้เขียนขอกล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลูกๆและผู้เขียนก่อนนะคะ ก่อนแต่งงานกับชาวฝรั่งเศสผู้เขียนเป็น single mom หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า"คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว" อยู่ 8 ปีและมีบุตร 3 คน เป็น ชาย 2 หญิง 1 ฉะนั้นเมื่อผู้เขียนแต่งงานครั้งที่ 2 กับชาวฝรั่งเศสจึงได้ทำเรื่องให้ลูกชายคนกลางและลูกสาวคนสุดท้องมาอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยกัน ส่วนลูกชายคนแรกไม่ได้ตามมาอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยเนื่องจากลูกมีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กๆว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์เมื่อลูกสามารถสอบตรงเข้าเรียนคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ซึ่งสำหรับลูกไม่ได้มาง่ายๆเพราะลูกเรียนโปรแกรมศิลป์-คำนวณแต่สามารถสอบเข้าเรียนในคณะที่เปิดรับทั้งนักเรียนในของโปรแกรมวิทย์-คณิต และศิลป์-คำนวณได้ลูกต้องผ่านการอ่านหนังสือที่หนักมากในช่วงตอนมัธยมปลายเพื่อทำความเข้าใจด้วยตัวเองกับวิชาฟิสิกส์,เคมี และชีวะวิทยาซึ่งเป็นวิชาที่ยากและลูกไม่ได้เรียนในชั้นเรียน แต่ด้วยความพยายามของลูกทำให้ลูกได้เริ่มก้าวเท้าเข้ามาสู่ความฝันของตนเองลูกจึงไม่ต้องการมาเริ่มต้นสร้างความฝันใหม่ที่ฝรั่งเศส และถ้าหากลูกอยากต่อยอดความฝันด้วยการเรียนต่อปริญญาโทที่ฝรั่งเศสคุณแม่อย่างผู้เขียนก็พร้อมจะให้การส่งเสริมและสนับสนุนลูกให้เต็มตามศักยภาพของตนเอง

วันเปิด-ปิดภาคเรียนของโรงเรียนในฝรั่งเศส
ผู้เขียนได้นำบุตรชายคนกลางซึ่งมีอายุ 15 ปีกว่าและเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชื่อ"น้องคูณ" กับลูกสาวคนเล็กชื่อ"น้องข้าวหอม"ที่มีอายุ 13 ปีกว่าและเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 มาเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ซึ่งลูกๆมาฝรั่งเศสช่วงกลางเดือนกรกฎาคมซึ่งนับว่าเป็นช่วงปิดภาคฤดูร้อนของฝรั่งเศสและเป็นช่วงปิดภาคเรียนของฝรั่งเศสที่นานทีสุดในรอบปีการศึกษาคือนาน  2 เดือนซึ่งเป็นเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม และการเปิด-ปิดภาคเรียนในฝรั่งเศสไม่ได้เป็น2 ครั้งเหมือนที่เมืองไทยแต่มีการเปิด-ปิดภาคเรียนถึง 5 ครั้ง  นอกจากนั้นวันเปิด-ปิดภาคเรียนก็ไม่ตรงกันทั้งประเทศกล่าวคือ วันเปิด-ปิดภาคเรียนของฝรั่งเศสจะแบ่งเป็น 3 โซนมีโซนA โซนB และโซนC ซึ่งโรงเรียนที่อยู่ในโซนเดียวกันก็จะมีวันเปิด-ปิดภาคเรียนที่เหมือนกัน โซนต่างกันก็จะมีวันเปิด-ปิดภาคเรียนที่ต่างกัน แต่ว่ายังมีวันปิดภาคเรียนที่เหมือนกันทั้งประเทศอยู่ 3 ครั้ง ดังปฏิทินแสดงวันเปิด-ปิดภาคเรียนของโรงเรียนในฝรั่งเศสปี 2015-2016 แบ่งตามโซน A, B, C ในภาพที่ 1

                       ภาพที่1ปฎิทินแสดงวันเปิด-ปิดภาคเรียนของโรงเรียนในฝรั่งเศสปี 2015-2016 แบ่งตามโซน A,B,C
 (http://cache.media.education.gouv.fr/file/Services/17/1/calendrierscolaire20152016_296171.pdf)


จากภาพที่ 1 จะเห็นว่าประเทศฝรั่งเศสมีการปิดภาคเรียนถึง 5 ครั้ง(เส้นแถบสีส้ม, ฟ้า, เขียว,คือเส้นที่บอกถึงวันปิดภาคเรียน)ซึ่งบางครั้งมีการเปิด-ปิดภาคเรียนเหมือนกันทั้งประเทศและบางครั้งมีการเปิด-ปิดภาคเรียนที่ต่างกันในแต่ละโซน ซึ่งสรุปการเปิด-ปิดภาคเรียนของประเทศฝรั่งเศสตามโซนต่างๆดังนี้

1.) การเปิด-ปิดภาคเรียนครั้งที่ 1 มีการเปิด-ปิดภาคเรียนที่เหมือนกันทั้งประเทศคือ เปิดวันที่ 1 กันยายน-17 ตุลาคม และปิดวันที่ 18 ตุลาคม- 1พฤศจิกายน

2.)การเปิด-ปิดภาคเรียนครั้งที่ 2 มีการเปิด-ปิดภาคเรียนที่เหมือนกันทั้งประเทศเช่นกันคือ เปิดวันที่ 2 พฤศจิกายน - 19 ธันวาคม และปิดวันที่ 20 ธันวาคม- 3 มกราคม ซึ่งการปิดภาดเรียนช่วงนี้เป็นการปิดเพื่อเฉลิมฉลองในวันคริสต์และปีใหม่

3.)การเปิด-ปิดภาคเรียนครั้งที่ 3มีการเปิดภาคเรียนเหมือนกันทั้งประเทศคือเปิดวันที่ 4 มกราคม แต่การปิดภาคเรียนเป็นการปิดที่แตกต่างวันในแต่ละโซน (เริ่มแล้วนะ เริ่มทำให้งง..หุหุ) ซึ่งนักเรียนหรือผู้ปกครองต้องดูตามโซนของตัวเองว่าโรงเรียนของตนปิดวันที่เท่าไหร่

4.การเปิด-ปิดภาคเรียนครั้งที่ 4 เป็นการเปิด-ปิดภาคเรียนที่มีวันแตกต่างกันทั้งเปิด-ปิดภาคเรียนในแต่ละโซน (ยุ่งยากแบบจัดเต็มเลยอ่ะ..อิอิ) ฉะนั้นนักเรียนหรือผู้ปกครองต้องดูปฏิทินแสดงวันปิด-เปิดภาคเรียน ซึ่งเข้าใจไม่ยากค่ะ แต่ต้องดูถ้าไม่ดูได้หลงไปโรงเรียนในวันที่โรงเรียนปิดภาคเรียนกันบ้างล่ะ..อิอิ

5. การเปิด-ปิดภาคเรียนครั้งที่ 5 เป็นการเปิดภาคเรียนที่แตกต่างกันในแต่ละโซน แต่วันปิดภาคเรียนจะปิดพร้อมกันในวันที่ 6 ตุลาคม และยาวไปถึง ไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงการปิดภาคเรียนที่นานที่สุดคือ 2 เดือนและเป็นภาคฤดูร้อนตามที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว


มาถึงตอนนี้ก็น่าสงสัยนะว่าทางการศึกษาฝรั่งเศสกำหนดวันเปิด-ปิดภาคเรียนแบบไม่ตรงกันทำไมเนี่ย...งงนะ..ซึ่งคุณสามีให้เหตุผลว่าถ้าปิดภาคเรียนตรงกันทั้งประเทศจะทำให้เกิดปัญหาการจราจรและสถานที่เที่ยวจะคร่าคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวซึ่งคงจะวุ่นวายน่าดู อย่างเช่นการปิดภาคเรียนครั้งที่ 3 ซึ่งอยู่ในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม และเป็นช่วงฤดูหนาวที่ผู้คนนิยมไปเล่นสกีกัน และประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีหิมะที่สามารถเล่นสกีกันได้เฉพาะบริเวณเทือกเขาแอลป์ (Les Alpes) ที่อยู่บริเวณภาคตะวันออกของประเทศ บริเวณทือกเขาพิเรนีส (Pyrénées)ที่อยู่บริเวณภาคใต้ และเทือกเขามัสซิส ซองตรัล
(Massif Central) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางภาคใต้ของประเทศ จึงเป็นการแบ่งโซนและปิดภาคเรียนในเวลาที่ต่างกันเพื่อที่จะได้ไม่ต้องออกเดินทางไปเที่ยวในช่วงเวลาเดียวกันที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน

(ขอนอกเรื่องหน่อยนะค่ะ)..ความที่ประเทศฝรั่งเศสมีหิมะเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ฉะนั้นคนฝรั่งเศสที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีหิมะจึงตื่นเต้นเมื่อเห็นหิมะตกไม่ต่างจากคนไทยอย่างผู้เขียนค่ะ เช่นบ้านของผู้เขียนอยู่ที่เมืองAigues Mortes ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ไม่มีหิมะให้เห็นง่ายๆ แต่ก็จะมีปรากฎการณ์หิมะตกเป็นบางปีและตกแบบนิดหน่อยเพียงวันเดียวแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปีแรกที่ผู้เขียนได้มาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้นับเป็นปีที่มีหิมะตกพอดี ซึ่งเพื่อนบ้านบอกว่าเพิ่งจะมีหิมะตกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และผู้คนแถวบ้านก็ตื่นเต้นที่เห็นหิมะตกที่บ้านของตนเอง ซึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงเฮด้วยความดีใจของผู้คนแถวบ้านในวันที่หิมะตก  ซึ่งผู้เขียนได้เฮผสมโรงไปด้วยและออกมาวิ่งสัมผัสหิมะเล่นแบบคนเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก..อิอิ

ประเทศฝรั่งเศสนับเป็นประเทศเมืองหนาวทำให้ผู้คนที่นี่ชอบแสงแดดชอบฤดูร้อนและชอบเที่ยวพักผ่อนในฤดูร้อนเช่นกัน  ผู้เขียนจึงคิดว่าที่มีการปิดภาคเรียนระยะยาวถึง 2 เดือนในฤดูร้อนและปิดตรงกันทั้งประเทศเพราะระยะเวลานาน 2 เดือนผู้คนมีเวลามากพอที่จะพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนและเวลานาน 2 เดือนคงทำให้ผู้คนกระจายวันกันออกไปเทียวซึ่งเป็นการช่วยแก้ปัญหาจราจร  แต่ปัญหาการจราจรในช่วงฤดูร้อนก็ยังมีค่ะ เนื่องจากผู้เขียนเคยเดินทางในช่วงฤดูร้อน บริเวณจุดจ่ายเงินค่าทางด่วนสายที่รถวิ่งออกนอกเมืองเพื่อไปท่องเที่ยวรถติดยาวเป็นกิโลเลยค่ะ ซึ่งผู้เขียนเคยใช้เส้นทางนี้ที่ไม่ใช่ช่วงปิดภาคเรียนไม่เคยเห็นรถติดขนาดนี้ ทีแรกผู้เขียนคิดว่าอาจมีอุบัติเหตุ แต่ไม่มีค่ะและคุณสามีบอกว่าเป็นอย่างนี้ถือว่าปกติสำหรับช่วงปิดภาคเรียน ถึงตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมที่ฝรั่งเศสถึงได้มีวันปิดภาคเรียนที่ไม่พร้อมกันทั้งประเทศ นี่ขนาดปิดไม่พร้อมกันยังขนาดนี้ถ้าปิดพร้อมกันจะขนาดไหน งั้นผู้เขียนขออยู่บ้านนั่งเขียนบล็อกดีป่ะ ประหยัดเงินด้วย(คิดตามประสาคนขี้เหนียวอีกแล้ว..อิอิ)

จากภาพที่ 1 หากพิจารณาการการแบ่งโซนตามช่องโซน A, B, C อย่างคุณสามีพอเห็นชื่อเมืองจะรู้เลยว่าชื่อเมืองนี้อยู่ภาคไหนของประเทศแต่ผู้เขียนเพิ่งมาอยู่ไมถึงปีจะรู้อย่างเธอไหมล่ะ ฉะนั้นผู้เขียนมีตัวช่วยคือภาพปฏิทินของโรงเรียนที่เป็นแผนที่แสดงการแบ่งโซน A, B, C ด้วยสีส้ม, ฟ้า, เขียว, ตามภาพที่ 2 ด้านล่างค่ะ


 ภาพที่ 2ปฏิทินของโรงเรียนปี 2015-2018ที่เป็นแผนที่แสดงการแบ่งโซนA, B,C ด้วยสีส้ม,ฟ้า,เขียว
http://www.education.gouv.fr/cid87910/calendrier-scolaire-pour-les-annees-2015-2016-2016-2017-2017-2018.htm

จากภาพที่ 2 ภาพแผนที่รูปใหญ่เป็นปฏิทินของโรงเรียนอันใหม่ค่ะ ส่วนภาพแผนที่อันเล็กนั่นเป็นของเก่านะคะ ฉะนั้นดูรูปแผนที่อันใหญ่นะคะ จะเห็นได้ว่าสีทั้ง 3 สีทำให้เห็นภาพการแบ่งโซนได้ง่ายว่าในแต่ละโซนครอบคลุมเมืองอะไรบ้าง โดยเมืองต่างๆที่อยู่พื้นที่สีส้มเป็นโซนA, เมืองที่อยู่ในสีฟ้าเป็นโซนB  และโซนเมืองที่อยู่ในสีเขียวเป็นโซนC อย่างลูกๆของผู้เขียนเรียนที่เมืองมงต์เปลิเยร์( Montpellier)จึงอยู่ในโซน C ซึ่งเป็นสีเขียวและประกอบไปด้วยเมือง Montpellier, Toulose ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางภาคใต้ ส่วนเมือง Créteil,  Paris,Versailles เป็นเมืองอยู่ทางภาคเหนือ แต่จากภาพปฏิทินการแบ่งโซนของโรงเรียนทั้งภาพที่1และ2นี้ปรากฏแต่ชื่อเมืองใหญ่ๆและไม่ปรากฏชื่อเมืองบางเมือง เช่นเมืองNîmes หรือเมือง Perpignan ทีผู้เขียนรู้จัก ฉะนั้นก็ต้องดูในแผนที่ว่า สองเมืองนี้อยู่บริเวณไหน เผอิญผู้เขียนรู้จักสองเมืองนี้และรู้ว่าอยู่ในบริเวณพื้นที่เขียวด้านล่างซึ่งเป็นพื้นที่ภาคใต้ฉะนั้นโรงเรียนในสองเมืองนี้อยู่ในโซน C ถ้าเป็นคนฝรั่งเศสหรือคนไทยที่รู้จักเมืองต่างๆของฝรั่งเศสแค่มีภาพปฏิทินโรงเรียนที่เป็นแผนที่แสดงการแบ่งโซน และบอกชื่อเมืองก็จะรู้ว่าอยู่โซนไหน แต่ผู้เขียนจำชื่อเมืองในประเทศฝรั่งเศสได้เพียงไม่กี่เมือง ซึ่งพอจะรู้เฉพาะเมืองแถวภาคใต้เท่านั้น ถ้าเป็นภาคอื่นต้องเปิดแผนที่ดูค่ะ..

หลังจากผู้เขียนนั่งพิจารณาตารางวันปิดภาคเรียนของลูกๆอยู่สักพัก ผู้เขียนถึงได้เข้าใจคุณสามีว่าทำใมคุณสามีตอบว่า "ยุ่งยาก"ขณะที่ผู้เขียนเคยถามถึงวันเปิด-ปิดภาคเรียนของประเทศฝรั่งเศส เพราะถ้าอธิบายโดยปราศจากปฏิทินของโรงเรียนคงอธิบายยากจริงๆ และกระบวนการเรียนรู้ระบบการเข้าเรียนของลูกๆในฝรั่งเศสของผู้เขียนเพิ่งจะเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น และเรื่องต่อไปเป็นระบบการจัดการศึกษาของประเทศฝรั่งเศสซึ่งติดตามอ่านได้ในตอนต่อไปค่ะ

ขณะหิมะตกบริเวณหลังบ้าน
ขณะหิมะตกถ่ายจากชั้นบนของบ้าน


ผู้เขียนออกไปเล่นหิมะขณะที่มีหิมะตกเพียง 2-3 ชั่วโมงในรอบ 5 ปี















วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

นพฬวรรณพาเที่ยวสะพานส่งน้ำ Pont du Gard ตอนที่ 1


   ส่วนมากคนถ่ายรูปในบริเวณนี้เพื่อให้เห็นสะพานปงดูว์การ์เป็นแบคกราวน์ของภาพ

นพฬวรรณเขียนบล็อกมาหลายตอนส่วนมากจะเขียนเกี่ยวกับวิถีชีวิต ขนมธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนฝรั่งเศสที่นพฬวรรณได้พบเจอเมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสตอนใต้ แต่การเขียนบล็อกตอนนี้นพฬวรรณจะเขียนเกี่ยวกับสถานที่เที่ยวบ้างนะคะ..ซึ่งสถานที่ที่นพฬวรรณจะเขียนถึงคือ สะพานส่งน้ำปงดูว์การ์ (Pont du Gard)

สะพานส่งน้ำปงดูว์การ์นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของแคว้นล็องด็อก-รูซียง  (Languedoc-Roussillon) ซึ่งสะพานนี้สร้างพาดผ่านแม่น้ำการ์ดงในเขตเมืองนีมส์ (Nîmes) ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดการ์ (Gard) และบ้านนพฬวรรณที่ฝรั่งเศสอยู่ที่เทศบาล Aigues Mortes ซึ่งขึ้นกับเมืองนิมส์ นพฬวรรณจึงไปเที่ยวสะพานส่งน้ำปงดูว์การ์เป็นครั้งที่2 แล้ว และถ้ามีโอกาสนพฬวรรณก็จะกลับไปอีกเพราะที่ปงดูว์การ์ยังคงอนุรักษ์ความเป็นธรรมชาติได้ดี ทุกครั้งที่ไปได้ยินเสียงจักจั่นเรไรด้วยคะ อากาศดีสดชื่นและที่สำคัญเราสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ จากสื่อมัลติมิเดียต่างๆภายในพิพิธภัณฑ์ของปงดูว์การ์ ซึ่งนพฬวรรณคิดว่าเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ทันสมัยทำให้เราสามารถเรียนรู้และจินตนาการ ได้ถึงการสร้างสะพาน ความยิ่งใหญ่และประโยชน์ของสะพานแห่งนี้ในประวัติศาสตร์ได้คะ

ปงดูว์การ์ เป็นสะพานส่งน้ำที่สร้างโดยจักรวรรดิโรมัน ซึ่งหากเป็นสมัยนี้ก็คือท่อประปานั่นเอง โดยสร้างพาดผ่านแม่น้ำการ์ดง  ซึ่งสะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบส่งน้ำของเมืองนีมส์ ซึ่งมีความยาวกว่า 50 กิโลเมตร โดยส่งน้ำจากจากเมืองอูว์แซ็ส (Uzés)ไปยังเมืองนีมส์แต่ระหว่างเมืองอูว์แซ็สและเมืองนีมส์ภูมิประเทศเป็นหุบเขาและมีแม่น้ำการ์ดงอยู่ระหว่างหุบเขา ระบบส่งน้ำที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน จึงย้ายมาสร้างอยู่บนสะพานเพื่อข้ามผ่านแม่น้ำการ์ดง

โครงสร้างของปงดูการ์เป็นรูปแบบสะพานหิน 3 ชั้น
โครงสร้างของปงดูว์การ์เป็นรูปแบบสะพานหิน 3 ชั้น ความสูงทั้งหมด 48.8 เมตร แต่ละชั้นมีความสูงแตกต่างกัน บนชั้นที่ 3 ซึ่งสูงสุดมีความยาวจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งประมาณ 50 เมตร สร้างด้วยก้อนหินสกัดเป็นสี่เหลี่ยมแล้วนำมาสร้างต่อกัน โดยฐานรากชั้นที่ 1 เป็นตอม่อสะพานที่มีความหนาซึ่งส่วนนี้ทำเป็นสะพานสำหรับเดินทางข้ามแม่น้ำการ์ดงไปอีกฝั่งหนึ่ง ชั้นที่ 2 จะเริ่มเล็กลง และชั้นบนสุดเป็นตอม่อขนาดเล็กลงที่เรียงกันเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับท่อส่งน้ำขนาดเล็ก

นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า ผู้ที่คุมการก่อสร้างสะพานส่งน้ำแห่งนี้คือ Mercus Vipsanius Agrippa  เป็นผู้ที่มีความสามารถด้านวิศวกรรม และเป็นบุคคลสำคัญของจักรพรรดิAugustus  กษัตริย์ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันยุคที่มีความเจริญสูงสุด ทั้งนี้มาร์คัสเป็นผู้ที่รับผิดชอบดูแลด้านการหาแหล่งน้ำและส่งน้ำเข้ามายังกรุงโรม และดินแดนอาณานิคม ซึ่งรวมทั้งทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ดังนั้นนักประวัติศาสตร์จึงเชื่อว่ามาร์คัสน่าจะเป็นผู้ทีทำการดูแลก่อการสร้างสะพานแห่งนี้ โดยเริ่มสร้างเมื่อ 19 ปีก่อนคริสต์กาล และใช้เวลา15 ปีจึงแล้วเสร็จ ใช้คนงานไม่ต่ำกว่า 1000 คน (ใช้เวลาสร้างถึง 15ปีฉะนั้นถ้าจะจำว่าสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 1อย่างที่วิกิพิเดียกล่าวว่าก็น่าจะจำได้ง่ายกว่านะคะ)

รูปแบบการก่อสร้างของปงดูว์การ์ที่สร้างมานานกว่า 2,000 ปีนี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นความชาญฉลาดในการออกแบบของวิศวกรสมัยโบราณที่สามารถ สร้างขึ้นโดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใดๆ ทำให้สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตแห่งนี้นำมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับประชากรในเมืองนีมส์ โดยคาดว่าสามารถส่งน้ำเข้าเมืองได้ประมาณวันละ 200,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ไหลผ่านปงดูว์การ์นี้ถูกนำไปใช้ในบ้านเรือน, โรงอาบน้ำสาธารณะ  และน้ำพุใจกลางเมือง

 หลังจากที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ปงดูว์การ์ยังมีการใช้งานเพื่อขนส่งน้ำอีกระยะหนึ่ง และหยุดการใช้งานใน ค.ศ. 6 ต่อมา แตยังคงใช้สะพานเป็นทางเดินข้ามแม่น้ำ และด้วยความยิ่งใหญ่ของโครงสร้างสะพานทำให้ในช่วงศตวรรษที่ 17-18มีนักท่องเที่ยวจากทั่วยุโรปสนใจมาเที่ยวชม ฉะนั้นผู้ปกครองท้องถิ่นของเมืองนีมส์จึงหารายได้จากนักท่องเที่ยวเพื่อนำเงินมาซ่อมแซมสะพานที่เริ่มผุกร่อนไปตามกาลเวลา

 ในช่วงศวรรษที่ 18-21 มีการซ่อมแซมตัวสะพานอย่างจริงจัง โดยบุคคลที่มีส่วนสำคัญคือ พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ที่เดินทางมาเที่ยวปงดูการ์เมื่อปี 1850 จากนั้นโปรดให้สถาปนิกของรัฐบาลฝรั่งเศสมาดูแลซ่อมแซมระหว่างปี 1855-1858 สะพานส่งน้ำแห่งนี้จึงถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ และทำพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าไปดูได้อย่างใกล้ชิด

ในปี 1985 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนปงดูว์การ์เป็นมรดกโลกประเภทที่มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ ทำให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นสถานที่สำคัญของฝรั่งเศสทางตอนใต้

เมื่อถึงปี 2000 ทางการเมืองได้พัฒนาสถานที่แห่งนี้อย่างจริงจัง มีการตั้งพิพิธภัณฑ์และศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว พร้อมทั้งพัฒนาเขตที่อยู่ใกล้สะพานไม่ให้มีการก่อสร้างอาคาร หรือมีรถเข้าไปจอดใกล้สะพาน เพราะกลัวว่ามลพิษจากรถและคราบน้ำมันจะทำให้ปงดูว์การ์เสียหาย จึงทำให้ปงดูว์การ์สามารถอนุรักษ์ความเป็นธรรมชาติได้ดีดังที่นพฬวรรณกล่าวข้างต้น

 ทางเดินไปสะพานปงดูการ์ร่มครึ้มด้วยแมกไม้สองข้างทางและด้านซ้ายคือร้านอาหาร

เมื่อเราจอดรถที่ที่จอดรถแล้วทุกคนจะพากันเดินไปที่สะพานปงดูว์การ์  และตามถนนที่เดินไปสะพานนั้นนับว่าเป็นทางเดินจริงๆ เพราะมีเครื่องหมายห้ามถีบจักรยานด้วย ฉะนั้นเราจะเห็นนักท่องเที่ยวบางท่านเดินจูงจักรยานกันตามทางเดินที่ทอดไปสู่ไปสะพาน  นอกจากนั้นระหว่างทางที่เดินไปยังสะพานปงดูว์การ์ยังร่มครึ้มไปด้วยแมกไม้และได้ยินเสียงจากธรรมชาติคือเสียงร้องของจั๊กจั่นเรไรดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาก็ไม่มีใครส่งเสียงดังถึงแม้จะมีกลุ่มทัวร์กลุ่มใหญ่มาท่องเที่ยว  ทำให้รู้สึกเหมือนมาพักผ่อนในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติจริงๆไม่มีความเป็นเมืองที่วุ่นวายให้เห็นที่นี่  นอกจากนั้นยังมีที่นั่งพักให้กับนักท่องเที่ยวจึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่นำอาหารมารับประทานกันรวมถึงครอบครัวของนพฬวรรณด้วยถึงแม้จะมีร้านอาหารอยู่หนึ่งร้านซึ่งน่าจะเป็นร้านอาหารของทางสำนักงานท่องเที่ยว แต่ร้านอาหารนี้ก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์การนำอาหารมาทานจึงเป็นการดีที่ไม่ต้องไปนั่งรออาหารและได้บรรยากาศเหมือนเรามาปิคนิคในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ 


นพฬวรรณทำให้ทุกคนในครอบครัว(ฝรั่ง)ยอมรับให้ข้าวเหนียวเป็นหนึ่งในอาหารที่นำทานตอนมาเที่ยวปงดูการ์






นพฬวรรณและครอบครัวนำอาหารมาทานที่ปงดูการ์

หลังจากทานอาหารกลางวันกันเสร็จพวกเราพากันเดินขึ้นไปบนสะพานปงดูว์การ์และทางเดินขึ้นสะพานนั้นไม่ได้เป็นขั้นบันไดหากแต่เป็นทางที่ค่อยๆลาดชันไปสู่สะพานทำให้เดินขึ้นได้โดยไม่เหนื่อยมากและในอดึตสะพานนี้ใช้เป็นทางเดินข้ามแม่น้ำการ์ดงหรือข้ามไปยังหุบเขาอีกด้านหนึ่ง ฉะนั้นถ้าทางขึ้นเป็นขั้นบันได บรรดารถม้าหรือเกวียนลากคงขึ้นสะพานไปไม่ได้  


ทางเดินที่ค่อยๆลาดชันขึ้นสู่สะพานปงดูว์การ์

ทางเดินบนสะพานที่ฐานรากชั้นที่ 1 เป็นตอม่อสะพานที่มีความหนา

ระหว่างหุบเขาเป็นแม่น้ำการ์ดงแต่เมื่อมองไปที่แม่น้ำจะเห็นได้ว่าระดับน้ำค่อนข้างแห้งขอดเมื่อปีที่ 2014แล้วมาเที่ยวที่นี่ช่วงเดือนกรกฎาคมก็มีน้ำประมาณนี้คะ (แต่ในประวัติศาสตร์แม่น้ำแห่งนี้ไม่ได้แห้งขอดเช่นนี้เป็นเพราะเวลาผ่านมานับพันปีทำให้ภูมิศาสตร์เปลี่ยนส่งผลให้น้ำในแม่น้ำตื้นเขินลง)  และถึงแม้ว่าระดับน้ำค่อนข้างแห้งขอดแต่นพฬวรรณก็เห็นนักท่องเที่ยวบางคนใส่ชุดว่ายน้ำลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน (แต่นพฬวรรณไม่ได้ใส่ชุดว่ายน้ำลงไปเล่นน้ำนะคะ เพราะไม่อยากเป็นปลาพะยูนเกยตื้น..อิอิ)  
จากกลางสะพานมองมาที่แม่น้ำการ์ดงจะเห็นได้ว่าระดับน้ำค่อนข้างแห้งขอด
นักท่องเที่ยวบางส่วนลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำการ์ดง

เมื่อเดินข้ามสะพานมาอีกฝั่งของแม่น้ำก็มีทางเดินไปพิพิพิธภัณฑ์และระหว่างทางเดินไปพิพิพิธภัณฑ์ก็มีสิ่งที่น่าสนใจและ ภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีประเด็นและความน่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับการจัดทำสื่อ มัลติมีเดียต่างๆที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสะพานปงดูว์การ์ ถ้านพฬวรรณจะเขียนให้หมดในตอนนี้ก็จะเป็นบทความที่ยาวเกินไป ถ้าเช่นนั้นนพฬวรรณขอไปเขียนเล่าถึงประเด็นดังกล่าวและค่าบริการที่นักท่องเที่ยวต้องจ่ายในการเข้าชมสะพานปงดูว์การ์นี้ใน"นพฬวรรณพาเที่ยวสะพานส่งน้ำ Pont du Gard ตอนที่ 2" ..อย่าลืมติดตามอ่านกันนะคะ..


.